วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ

            วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ  เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่จัดตั้งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการสังคม ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มี คุณธรรม คุณภาพ และทัศนคติที่ดีต่อธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมไทย และประเทศไทย  วิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิมุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นเลิศทางความคิด (ปัญญาและความดี) ทางวิชาการ (ความรู้ สู่อาชีพ) และการดำรงชีวิต (การปฏิบัติสู่ความสุข) ควบคู่กันไปทั้งสามด้าน เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ด้วยคุณภาพแห่งชีวิต
     สิ่งที่ได้รับจากวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิ
     1.ความรู้ที่ทางวิทยาลัยพยายามจะให้เราได้รับคือความรู้เกี่ยวกับความเป็นครู
     2.เพื่อนที่ต่างสาขา ต่างอาชีพ แต่มีแนวคิดและนโยบายในการที่จะเป็นครูที่ดี และมีสำนึกในความเป็นครู
     3.ความรู้ที่ได้รับมาในแต่ละรายวิชา
  การที่ได้เข้าศึกษาในครั้งนี้  มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาความรู้ในการพัฒนาตนเองในหลาย ๆ ด้าน สำหรับเรื่องใบประกอบวิชาชีพครูนั้น มีอยู่แล้วในปัจจุบันนี้  และความหวังก็เป็นจริงเมือได้เข้ามาศึกษาในวิทยาลัยกรุงเทพสุวรรณภูมิแห่งนี้ ได้รับความรู้อย่างมากมายจากอาจารย์ทุกท่าน

     ตอนแรกที่เพื่อนชวนมาเรียน ก็ไม่ได้คิดอะไรมากเห็นว่าว่างๆก็เลยมาเรียน แต่หลังจากมาเรียนแล้วก็ได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับการเป็นครูที่ได้รับจากคณาจารย์ต่างๆที่มีคุณวุฒิและประสบการณ์ต่างๆที่ประทับใจจากเพื่อนๆในห้อง ทำให้การมาเรียนของผมมีความสุขมาก

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ทฤษฏีทางการศึกษาของธอร์นไดค์



                         เทคโนโลยีการศึกษาของธอร์นไดค์      
      ธอร์นไดค์ (Edward L. Thorndike.1874-1949) นักการศึกษาและจิตวิทยาชาวอเมริกาผู้ให้กำเนิดทฤษฎีแห่งการเรียนรู้ เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ที่เชื่อในเรื่องของทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง (Connectionism Theory) ธอร์นไดค์ ได้ศึกษาเรื่อง การเรียนรู้ของสัตว์ และต่อมาได้กลายมาเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ทั่วไปโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในนามทฤษฎีความสัมพันธ์เชื่อมโยง ในเรื่องนี้ นอกจากธอร์นไดค์จะได้ย้ำในเรื่องการฝึกหัดดหรือการกระทำซ้ำแล้ว เขายังให้ความสำคัญของการให้รางวัลหรือการลงโทษ ความสำเร็จหรือความผิดหวังและความพอใจหรือความไม่พอใจแก่ผู้เรียนอย่างทัดเทียมกันด้วย ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดค์ เน้นที่ความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า(Stimulus)กับการตอบสนอง (Response) ที่ชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการที่มนุษย์หรือสัตว์ได้เลือกเอาปฏิกิริยาตอบสนองที่ถูกต้องนั้นมาเชื่อมต่อเข้ากับสิ่งเร้าอย่างเหมาะสม หรือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ โดยการสร้างสิ่งเชื่อมโยงระหว่าง สิ่งเร้ากับการตอบสนอง เรียกทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ว่า ทฤษฎีเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับตอบสนอง(S-RBondTheory) เขาได้เสนอกฎการเรียนรู้ที่สำคัญขึ้นมา3กฎอันถือว่าเป็นหลักการเบื้องต้นที่นำไปสู่เทคโนโลยีทางการศึกษาและการสอน
กฎทั้ง 3 ได้แก่
1.  กฎแห่งความพร้อม  กฎข้อนี้มีใจความสรุปว่า
-   เมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำแล้วได้ทำ เขาย่อมเกิดความพอใจ
-   เมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำแล้วไม่ได้ทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ
-   เมื่อบุคคลไม่พร้อมที่จะทำแต่เขาต้องทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ
2.  กฎแห่งการฝึกหัด  แบ่งเป็น  2  กฎย่อย คือ
-   กฎแห่งการได้ใช้ (Law of Use) มีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อได้ทำบ่อย ๆ
-   กฎแห่งการไม่ได้ใช้ (Law of Disuse) มีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้า และการตอบสนองจะอ่อนกำลังลง   เมื่อไม่ได้กระทำอย่างต่อเนื่องมีการขาดตอนหรือไม่ได้ทำบ่อย ๆ
3.  กฎแห่งความพอใจ
กฎข้อนี้นับว่าเป็นกฎที่สำคัญและได้รับความสนใจจาก ธอร์นไดด์  มากที่สุด   กฎนี้มีใจความว่า พันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองจะเข้มแข็งหรืออ่อนกำลังย่อมขึ้นอยู่กับผลต่อเนื่องหลังจากที่ได้ตอบสนองไปแล้วรางวัล จะมีผลให้พันธะสิ่งเร้าและการตอบสนองเข้มแข็งขึ้น ส่วนการทำโทษนั้นจะไม่มีผลใด ๆ ต่อความเข้มแข็งหรือการอ่อนกำลังของพันธะระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
นอกจากกฎการเรียนรู้ที่สำคัญ ๆ ทั้ง 3 กฎ นี้แล้วธอร์นไดด์ ยังได้ตั้งกฎการเรียนรู้ย่อย อีก 5 กฎ คือ
1.    การตอบสนองมากรูป (Law of multiple response)
2.   การตั้งจุดมุ่งหมาย (Law of Set or Attitude)
3.   การเลือกการตอบสนอง (Law of Partial Activity)
4.   การนำความรู้เดิมไปใช้แก้ปัญหาใหม่ (Law of Assimilation or Analogy)
5.   การย้ายความสัมพันธ์  (Law of Set or Associative Shifting)


                                                                                                    ค้นคว้าเพิ่มเติม


สรุปการเรียน นวัตกรรมและเทคโนโลยี


นวัตกรรมและเทคโนโลยี
      การเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่มาเสริมปัจจัยพื้นฐาน ทำให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นการจัดการศึกษาได้มีการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ผสมผสานเข้ากับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพเทคโนโลยีสารสนเทศนำไปสู่การค้นพบวิธีการใหม่ๆในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการถ่ายทอดเนื้อหา เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดการศึกษาจากเดิมมาสู่รูปแบบใหม่ ที่เรียกว่าการเกิดนวัตกรรม
ตามเส้นทางพัฒนาการของสังคมมนุษย์อันยาวนาน มีสิ่งที่มีบทบาทเกี่ยวข้องและพึ่งพาอาศัยกันและกันตลอดเวลามิได้ขาด คือ (๑)วิทยาการ  (๒)เทคโนโลยี  (๓)การศึกษา  วิทยาการนั้นเป็นผลพวงของการดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตให้รอด หมายถึง รอดทางกายภาพและรอดทางจิตภาพ เมื่อรอดแล้วก็สามารถสร้างสรรค์และสั่งสมระบบความคิด ระบบความรู้ และระบบค่านิยม พอกพูนขึ้นในแต่ละสังคม สิ่งที่สังคมโลกทราบกันดีก็คือ ระบบความรู้ที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ตามข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ เมื่อรู้ข้อเท็จจริงหรือแบบแผนตามธรรมชาติแล้ว มนุษย์ก็นำมาสร้างสรรค์ดัดแปลงให้เป็นวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการใหม่ๆ(นวัตกรรม)เมื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมจนเป็นที่ยอมรับกันแล้วก็เรียกว่า เทคโนโลยี เทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องมีการถ่ายทอดจากบุคคลสู่บุคคลจากรุ่นสู่รุ่นสังคมมนุษย์จึงจะสามารถสืบทอดและรักษานวัตกรรมและเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นมรดกตกทอดสู่สังคมรุ่นต่อๆมาได้ กระบวนการถ่ายทอดนี้เรียกว่าการศึกษาเมื่อการศึกษามีประสิทธิภาพก็จะเป็ฯผลให้สังคมมีขีดความสามารถในการค้นพบวิทยาการใหม่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆวัสดุอุปกรณ์และวิธีการต่างๆที่นำมาใช้เพื่อการศึกษา เรียกว่า “นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา”